กลยุทธ์ลงทุนในกองทุนรวม Mutual Fund

ทำไมเราต้องมี กลยุทธ์ลงทุนในกองทุนรวม เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่เรากำหนดเอาไว้ โดยวิธีการลงทุนที่ดีและปลอดภัยที่สุดที่นักลงทุนส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกัน คือ “ลงทุนเป็นประจำ ต่อเนื่องระยะยาว” 

1.ซื้อเป็นประจำ หรือซื้อครั้งเดียวจบ 

การลงทุนเป็นประจำจะช่วยตัดปัญหาความกังวลต่างๆ ว่า จะซื้อมาในราคาถูกหรือแพง ถ้าลงทุนเทหมดกระเป๋าก้อนใหญ่ๆ ในครั้งเดียว ก็มีโอกาสที่จะเลือกซื้อผิดเวลา ทำให้ซื้อหน่วยลงทุนได้ในราคาแพงที่สุด หลังจากนั้นราคาก็ตกลงเรื่อยๆ กลายเป็นว่าขาดทุนก้อนใหญ่ แต่ถ้าค่อยๆ กระจายลงทุนทุกเดือนตลอดปี ระหว่างปีนั้นราคาก็จะมีทั้งขึ้นและลง ซื้อได้ทั้งในราคาถูกและแพง เมื่อหารเฉลี่ยแต่ละเดือนออกมาก็มีโอกาสได้กำไรมากกว่าเสี่ยงดวงลงทุนครั้งเดียวจบ 

กลยุทธ์ลงทุนในกองทุนรวม

2.ซื้ออย่างไรดี 

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองควรลงทุนอย่างไร เรามีรูปแบบ กลยุทธ์ลงทุนในกองทุนรวม 2 วิธีมานำเสนอ 

1) ซื้อคราวละจำนวนเงินเท่ากัน 

เหมาะสำหรับนักลงทุนกระเป๋าเล็ก งบลงทุนจำกัด การลงทุนที่ใช้เงินลงทุนคราวละเท่า ๆ กัน เรียกว่า Dollar Cost Averaging (DCA) คือ การตั้งกฎกับตัวเองไว้ว่า จะลงทุนด้วยจำนวนเงินคงที่ และลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ทุกเดือน หรือทุก 3 เดือน โดยไม่ต้องสนใจหน่วยลงทุนที่ซื้อตอนนั้นราคาเท่าไหร่ หรือซื้อมาได้กี่หน่วยลงทุน การซื้อเฉลี่ยด้วยจำนวนเงินคงที่ จะช่วยลดผลกระทบในช่วงราคาลง และตักตวงโอกาสช่วงขาลงของราคาอีกด้วย วิธีนี้จะช่วยสร้างวินัยในการลงทุน โดยซื้อทั้งในช่วงราคาถูกและแพงด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยออกมาอยู่ในระดับปานกลาง หรือได้ซื้อในราคาที่ไม่ถูกไม่แพงจนเกินไป ส่วนใหญ่คนจะนิยมลงทุนแบบนี้ เพราะเราควบคุมจำนวนเงินลงทุนได้ 

2) ซื้อคราวละจำนวนหน่วยเท่ากัน 

การซื้อคราวละจำนวนหน่วยเท่า ๆ กัน เรียกว่า Share Cost Average (SCA) เป็นการลงทุนที่เรากำหนดตัวเองให้ซื้อหน่วยลงทุนในจำนวนหน่วยที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกันทุกครั้ง โดยไม่สนใจจำนวนเงินที่จ่าย เพราะฉะนั้นคนที่เลือกลงทุนวิธีนี้ต้องมีกำลังจ่ายเงินลงทุนเพิ่มได้มากพอสมควร การซื้อคราวละจำนวนหน่วยเท่ากัน จะทำให้เรามีจำนวนหน่วยสะสมมากกว่าแบบ DCA ซึ่งถ้าซื้อเก็บไว้ในช่วงที่กราฟเบนขึ้นเรื่อย ๆจนสูงสุดและกำลังเริ่มลง ณ ตอนนั้นจะมีหน่วยลงทุนให้ขายเยอะกว่าในช่วงที่ราคายังสูง ทำให้ได้กำไรจากส่วนต่างราคามากกว่าลงทุนแบบ DCA  

3) ซื้อตามจังหวะขึ้นลงของตลาด 

การซื้อตามจังหวะการขึ้นลงของตลาด หรือ Market Timing คือ การหาเวลาที่เหมาะสมและดีที่สุด แล้วซื้อกองทุนในช่วงนั้น เพื่อให้ได้กำไรจากส่วนต่างราคามากที่สุด แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครรู้อนาคตว่าราคาจะต่ำสุดตอนไหน และขึ้นที่สุดตอนไหน จึงมีอีกวิธีที่จะลงทุนเพิ่มได้เมื่อราคาอยู่ในช่วงต่ำ คือแบ่งเงินลงทุนไว้เป็นสองส่วน ส่วนแรกไว้ลงทุนเฉลี่ยทุกเดือนตามปกติ ส่วนที่สองเก็บไว้เมื่อราคาปรับลงมาต่ำมากๆ นำส่วนนี้ไปลงทุนเพิ่ม ก็จะได้กำไรจากส่วนต่างราคาเพิ่มขึ้น เพราะซื้อหน่วยลงทุนในช่วงที่ราคาต่ำได้มากขึ้น 

กลยุทธ์ลงทุนในกองทุนรวม

3.ขายเมื่อไหร่ดี 

จะรู้ได้อย่างไรว่า ควรขายกองทุนเมื่อไหร่ หรือจะถือกองทุนเก็บไว้ วิธีตรวจสอบว่าเราควรขายกองทุนได้แล้วหรือยัง มีดังนี้ 

1) ขายเมื่อผลตอบแทนถึงเป้าแล้ว 

ถ้าได้เงินครบตามจำนวนแล้ว เราก็ขายหน่วยลงทุนได้ จะขายทั้งหมดหรือแค่บางส่วนก็ได้ เพื่อนำเงินไปใช้ แต่สำหรับคนที่มั่นใจว่า กองทุนที่ซื้อจะให้ผลตอบแทนได้มากกว่าที่หวังไว้ อาจจะกำหนดผลตอบแทน ลงทุนไปเรื่อย ๆ จนได้รับผลตอบแทนถึงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงจะขายหน่วยลงทุน 

2) เสี่ยงเกิน/ขาดทุน/ต้องใช้เงิน 

ถ้าหากกองทุนมีการปรับรูปแบบการลงทุนให้เสี่ยงมากจนเกินกว่าที่เราจะรับไหว เช่น แบ่งเงินลงทุนไปลงทุนในหุ้นมากเกินไป ก็อาจถึงเวลาต้องขายหรือย้ายกอง หรือถ้ากองทุนนี้ราคาลดลงต่อเนื่อง จนเราขาดทุนเกินที่จะรับไหว หรือจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ก็ขายได้ 

3) อยากปรับแผน 

ถ้าลงทุนในกองทุนมาระยะหนึ่ง แล้วผลตอบแทนที่ได้รับอยู่ไม่ดีพอ ก็คงจะต้องวางแผนใหม่ โดยมี 2 ทางเลือก คือ ลงทุนแบบเดิมแล้วยืดเวลาออกไป หรือปรับแผนใหม่เลย คือ ซื้อกองทุนประเภทอื่นมาช่วยเสริม หรือขายกองทุนที่ถืออยู่ แล้วไปลงทุนกองอื่นที่มีผลประกอบการดีกว่า 

*คำเตือน สำหรับมือใหม่หัดลงทุน ถ้าเห็นว่าหุ้นหรือกองทุนของเรา ราคาเริ่มตกนิด ๆ อย่าเพิ่งตกใจรีบขายทิ้ง เพราะตลาดหุ้นมีทั้งขึ้น ๆ ลง ๆ ถ้าใจแข็ง อดทนอีกนิด เมื่อเวลาผ่านไปเราอาจได้กำไรที่หายไปกลับคืนมาก็ได้ 

4.ทำความเข้าใจกับราคาหน่วยลงทุน 

เวลาซื้อของเรามักเข้าใจว่า ของที่ราคาแพงมักจะมีคุณภาพสูงกว่าของที่ราคาถูก แต่การซื้อกองทุนไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะราคาซื้อขาย (NAV) ไม่ได้บอกความสำเร็จของกองทุน ระบบราคาของกองทุนรวม คือ เมื่อเปิดให้ซื้อกองทุนครั้งแรก ทุก บลจ. จะขายด้วยราคา IPO เริ่มต้นที่ 10 บาททุกกอง เมื่อมีคนซื้อกองทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ในกองทุนมากขึ้น NAV เพิ่มขึ้น ราคาหน่วยลงทุนก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะฉะนั้น ปัจจัยที่ทำให้ราคาของกองทุนไม่เท่ากัน เพราะกองทุนที่จัดตั้งมานาน มีการสะสมมูลค่าและผลกำไรมานาน ราคาก็เพิ่มสูงขึ้น 

5.กราฟเหนือ ใช่ว่าจะเหนือกว่า 

เมื่อเปรียบเที่ยบกราฟ NAV ของหลายๆกองทุน เชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องคิดว่าเส้นกราฟที่อยู่สูงสุดจะต้องให้ผลตอบแทนดีกว่าเส้นกราฟล่าง ซึ่งไม่จริงเสมอไป “ราคาสูงสุด แต่ผลตอบแทนอาจไม่สูงตาม” จริงอยู่ว่ากองทุนที่ NAV สูง เมื่อขายจะได้ราคาต่อหน่วยสูง แต่ต้นทุนตอนซื้อมาก็แพงด้วยเช่นกัน หรือกองทุนที่เราเห็นว่ากราฟสูงๆ ก็มีโอกาสผันผวนมากจนกลายเป็นซื้อในช่วงราคาแพงที่สุด เมื่อขายก็จะขาดทุน (ที่เรียกกันว่าติดดอย) อย่าลืมว่ายังมีปัจจัยอื่นที่จะต้องนำมาคิดรวมในผลตอบแทนที่จะได้รับ เช่น การจ่ายเงินปันผล ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ “เราจึงดูจากกราฟ NAV อย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูผลตอบแทนย้อนหลังรายปีด้วย” 

6.การติดตามผลการดำเนินงาน 

ระยะเวลาติดตามผลการลงทุนที่เหมาะสม ไม่ให้เกาะติดหรือละเลยเกินไป คือ ทุก 1-3 เดือน แล้วค่อยมาดูว่ากองทุนนี้ให้ผลตอบแทนเป็นอย่างไหร่ แนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดที่เราลงทุนโดยรวมเป็นอย่างไร ควรลงทุนต่อไปหรือควรปรับเปลี่ยนแผนใหม่ ซึ่งสามารถติดตามผลการดำเนินงานของกองทุน ได้ดังนี้ 

1) อ่านรายงานผลการดำเนินงานของกองทุนรวมบนเว็บไซต์ของ บลจ. ที่ออกกองทุน 

2) อ่านข้อมูลกราฟ การวิเคราะห์ความเสี่ยง-ผลตอบแทนในเว็บไซต์จัดอันดับ 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *