กองทุน SSF และ RMF คืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร

นอกจากการซื้อกองทุนรวมเพื่อลงทุนแล้ว โดยปกติคนที่มีรายได้สูงจะต้องจ่ายภาษีปีละหลายหมื่นถึงหลักแสน มักจะหาตัวช่วยในการลดหย่อนภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละปี โดยการซื้อกองทุนที่หักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งมีกองทุนลักษณะนี้อยู่ 2 ประเภท คือ กองทุน SSF และ RMF 

การซื้อ กองทุน SSF และ RMF เหล่านี้ นอกจากจะนำไปลดหย่อนภาษีได้แล้ว ยังมีโอกาสได้กำไรจากการขายหน่วยลงทุน ( Capital Gain ) เราจะได้รับเต็มๆ โดยไม่ต้องหักภาษี ถือว่าได้ประโยชน์ 2 ต่อเลย 

**หมายเหตุ กองทุน SSF เป็นกองทุนที่มาแทนกองทุน LTF โดยกองทุน LTF ไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป 

กองทุน SSF และ RMF

SSF คืออะไร 

SSF ย่อมาจาก Super Saving Fund คือกองทุนรวมเพื่อการออม โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ 

1.กองทุน SSF แบบพิเศษ (SSFX) ] ลงทุนหุ้นในประเทศไม่ต่ำกว่า 65% 

2.กองทุน SSF แบบทั่วไป ลงทุนได้ในหลักทรัพย์ทุกชนิด  หุ้น กองทุน หรือตราสารหนี้ 

โดยเงินลงทุนในแต่ละปี เราสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพกรกำหนด 

ถ้าหากซื้อกองทุน SSF ที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล เราจะต้องเสียเงินภาษีปันผล 10% เหมือนซื้อกองทุนที่มีปันผลแบบทั่วๆไป โดยเราต้องเลือกหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือยื่นหักเองปลายปี 

กองทุน SSF เหมาะกับใคร 

-คนที่มีรายได้สูง และต้องเสียภาษี 

-คนที่มีเงินเก็บต้องการลงทุนในระยะยาว 

-คนที่ไม่ค่อยมีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุน 

**กองทุน SSF ต้องลงทุนครบ 10 ปีเต็ม ถึงจะขายได้ 

กองทุน SSF และ RMF

RMF คืออะไร 

RMF ย่อมาจาก Retirement Mutual Fund คือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นกองทุนรวมสำหรับบุคคลธรรมดา ที่ส่งเสริมให้คนออมเงินในระยะยาวไว้ใช้จ่ายยามเกษียณอายุ ซึ่งจะคล้ายกับกองทุนสำรองชีพของบริษัทเอกชน และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 

กองทุน RMF มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ตั้งแต่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารหนี้ ไปจนถึงสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก คือ ทองคำ น้ำมัน เป็นต้น 

RMF เหมาะกับใคร 

-คนมีรายได้ และต้องเสียภาษี 

-คนที่อยากออมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ 

-คนที่ประกอบอาชีพอิสระ ไม่มีสวัสดิการ หรือบำเหน็จบำนาญ 

-คนที่ต้องการฝึกวินัยการออมเงินให้ตัวเอง 

ความเหมือนและความแตกต่างระหว่าง SSF กับ RMF 

โดยเปรียบเทียบความแตกต่างของกองทุน 2 ประเภทได้ดังนี้ 

1.นโยบายการลงทุน SSFX แบบพิเศษ ลงทุนในหุ้นในประเทศ ไม่ต่ำกว่า 65% แต่ SSF แบบทั่วไป และRMF ลงทุนในสินทรัพย์ได้หลายประเภท ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ 

2.การจ่ายปันผล SSF มีทั้งแบบจ่ายปันผลและไม่จ่ายปันผล แต่ RMF จะไม่จ่ายปันผล 

3.การนับปี (เหมือนกัน) ทั้ง SSF และ RMF นับจากวันที่ซื้อปีนี้ ไปจนถึงวันเดียวกันของปีหน้า โดย SSF ต้องถือให้ครบ 10 ปีเต็ม ส่วน RMF ต้องถือไว้ให้ครบ 5 ปีเต็ม (วันชนวันเหมือนกัน) 

4.ความต่อเนื่องการลงทุน SSF ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ซื้อปีไหนลดหย่อนภาษีปีนั้น แต่ RMF ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี หรือมีรายได้ไม่ถึงกำหนดต้องเสียภาษี 

5.ระยะเวลาลงทุน 

-SSF ถือครองเป็นเวลา 10 เต็ม ของแต่ละยอดซื้อ หลังจากนั้นจะขายหรือถือเก็บไว้ต่อก็ได้ 

-RMF ขายคืนได้เมื่อผู้ลงทุนอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี กรณีที่ซื้อหลังจากอายุ 50 ปีขึ้นไป ต้องลงทุนต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5 ปี ถึงจะขายคืนได้ 

ข้อควรรู้การสับเปลี่ยนกองทุน 

ถ้าหากว่าเราซื้อกองทุนรวมผลดำเนินการไม่ดีเท่าที่ควร เราสามารถสับเปลี่ยนไปลงทุนกองทุนอื่นได้ โดยไม่ถือเป็นการขายคืน ไม่ต้องถือกองทุนนั้นไว้ครบจำนวนปีแล้วค่อยขายเพื่อซื้อกองใหม่ เช่น เราซื้อกองทุน A ไว้ ผ่านไป 3 ปี กองทุน A ยังคงนิ่งเหมือนเดิม กำไรไม่ขยับเหมือนกองทุน SSF กองอื่น ๆ เราอาจจะย้ายการลงทุนจากกอง A ไปกองทุน SSF Bแทน ซึ่งมีโอกาสที่จะได้กำไรมากขึ้นกว่ากองทุน A 

เงื่อนไขการสับเปลี่ยนกองทุน 

การสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน ต้องสับเปลี่ยนระหว่าง SSF ด้วยกัน หรือ RMF ด้วยกันเท่านั้น จะเปลี่ยน SSF เป็น RMF หรือเปลี่ยน RMF เป็นกองทุนอื่นๆ ไม่ได้ แต่ผู้ที่ถือ RMF ประเภทตราสารทุน สามารถขายแล้วไปซื้อ RMF ประเภทตราสารหนี้ได้ โดยไม่ผิดเงื่อนไขภาษีถือว่าอยู่ในกลุ่มประเภทตราสารเหมือนกัน ที่สำคัญในการสับเปลี่ยนกองทุน ห้ามเปลี่ยนชื่อผู้ลงทุนเด็ดขาด เพราะมีผลกับการหักภาษีรายได้ประจำปี และทุกการสับเปลี่ยนกองทุนต้องเป็นลายลักษณ์อักษร 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *